Close Menu
    Facebook X (Twitter) Instagram
    jobthaidb
    • Home
    • ข่าวสารล่าสุด
    • ความบันเทิง
    • สุขภาพ
    jobthaidb
    สุขภาพ

    ควรกินอะไรก่อนและหลังการบริจาค เลือด?

    Anthony BennettBy Anthony BennettAugust 15, 2025No Comments2 Mins Read

    การบริจาค เลือด เป็นกิจกรรมที่น่ายกย่อง เพราะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ แต่เพื่อให้กระบวนการบริจาคเลือดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ทั้งก่อนและหลังบริจาค ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม อาหารบางชนิดช่วยป้องกันอาการเวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย ในขณะที่บางชนิดช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังการบริจาค

    สารอาหารสำคัญที่ควรได้รับก่อนและหลังบริจาคเลือด

    ก่อนบริจาคเลือด ร่างกายต้องการสารอาหารที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันอาการอ่อนแรง ส่วนหลังบริจาค ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงและฟื้นฟูพลังงาน

    1. อาหารที่ควรกินก่อนบริจาคเลือด

    1.1 อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
    ธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง การบริจาคเลือดทำให้สูญเสียเหล็กประมาณ 200-250 มิลลิกรัม ดังนั้น ก่อนบริจาค 2-3 วัน ควรกินอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น

    • เนื้อแดงไม่ติดมัน (เนื้อวัว เนื้อหมู)
    • ตับ
    • ผักใบเขียว (ผักโขม คะน้า)
    • ถั่วและธัญพืช (ถั่วแดง ถั่วดำ ข้าวโอ๊ต)

    1.2 อาหารที่มีวิตามินซี
    วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช จึงควรกินควบคู่กับอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น

    • ส้ม ฝรั่ง มะละกอ
    • บรอกโคลี พริกหวาน

    1.3 อาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
    ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันอาการหน้ามืด

    • ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
    • ข้าวโอ๊ต มันเทศ

    1.4 ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 แก้วก่อนบริจาคเลือด เพื่อป้องกันอาการความดันตก

    2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนบริจาคเลือด

    • อาหารไขมันสูง (ของทอด ฟาสต์ฟู้ด) เพราะอาจทำให้เลือดข้น
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน (เพิ่มการสูญเสียน้ำ)

    3. อาหารที่ควรกินหลังบริจาคเลือด

    3.1 อาหารที่มีธาตุเหล็กและโฟเลต
    ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่

    • เนื้อสัตว์ ไข่
    • ผักใบเขียวเข้ม (ผักบุ้ง ตำลึง)

    3.2 อาหารโปรตีนสูง
    ช่วยซ่อมแซมร่างกาย

    • อกไก่ ปลา เต้าหู้

    3.3 ผลไม้และน้ำผลไม้
    เติมวิตามินและเกลือแร่

    • น้ำส้ม น้ำทับทิม

    3.4 ดื่มน้ำมากขึ้น
    เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่เสียไป

    4. ตัวอย่างเมนูแนะนำก่อนและหลังบริจาคเลือด

    เพื่อให้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น เราได้รวบรวมเมนูอาหารที่เหมาะสมสำหรับช่วงก่อนและหลังการบริจาคเลือด ดังนี้

    เมนูก่อนบริจาคเลือด (2-3 วันก่อน)

    มื้อเช้า:

    • ข้าวต้มปลา หรือ โจ๊กตับ
    • น้ำส้มคั้นสด
    • กล้วยหอม 1 ผล

    มื้อกลางวัน:

    • ข้าวกล้องกับตับผัดกระเทียม
    • ต้มจืดผักโขม
    • สลัดผักรวมกับน้ำมันมะกอก

    มื้อเย็น:

    • สเต็กเนื้อไม่ติดมัน
    • มันเทศอบ
    • บรอกโคลีนึ่ง

    ของว่าง:

    • ถั่วแดงต้ม
    • โยเกิร์ตกับผลไม้สด

    เมนูหลังบริจาคเลือด

    ทันทีหลังบริจาค:

    • น้ำผลไม้คั้นสด (เช่น น้ำทับทิมหรือน้ำส้ม)
    • ขนมปังโฮลวีตกับแยม
    • กล้วยหอม

    มื้อหลักหลังบริจาค:

    • ซุปไก่กับผัก
    • ข้าวกล้องกับปลานึ่ง
    • สลัดผักโขมกับเมล็ดฟักทอง

    5. คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้บริจาคเลือด

    5.1 สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก
    หากมีประวัติเป็นโรคโลหิตจางหรือขาดธาตุเหล็ก ควร:

    • ปรึกษาแพทย์ก่อนบริจาคเลือด
    • กินอาหารเสริมธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์
    • ตรวจระดับเฟอร์ริตินเป็นประจำ

    5.2 กิจกรรมหลังบริจาคเลือด

    • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
    • ไม่ควรยกของหนักหรือทำงานที่ต้องใช้แรงมาก
    • พักผ่อนให้เพียงพอ

    5.3 สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์
    หากพบอาการต่อไปนี้หลังบริจาคเลือด:

    • เวียนศีรษะรุนแรงหรือเป็นลม
    • คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง
    • มีเลือดออกหรือบวมบริเวณที่เจาะ
    • อาการอ่อนเพลียไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

    6. ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริจาคเลือดและอาหาร

    6.1 “ต้องกินอาหารไขมันสูงก่อนบริจาคเลือด”

    • ความจริง: อาหารไขมันสูงอาจทำให้เลือดข้นและตรวจคัดกรองได้ยาก

    6.2 “หลังบริจาคเลือดต้องกินอาหารมากเป็นพิเศษ”

    • ความจริง: ควรกินในปริมาณปกติ แต่เน้นอาหารมีประโยชน์

    6.3 “ห้ามออกกำลังกายหลังบริจาคเลือดเลย”

    • ความจริง: ห้ามออกกำลังกายหนักเท่านั้น แต่กิจกรรมเบาๆ ทำได้

    7. ข้อควรรู้เกี่ยวกับการบริจาคเลือด

    7.1 ความถี่ในการบริจาคเลือด

    • ผู้ชายสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน
    • ผู้หญิงสามารถบริจาคได้ทุก 4 เดือน

    7.2 ปริมาณเลือดที่บริจาค

    • โดยทั่วไปจะบริจาคครั้งละ 350-450 มิลลิลิตร
    • ร่างกายจะสร้างเลือดทดแทนภายใน 4-8 สัปดาห์

    7.3 คุณสมบัติผู้บริจาคเลือด

    • อายุ 17-70 ปี
    • น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม
    • มีสุขภาพแข็งแรง

    8. สรุปคำแนะนำการกินอาหารสำหรับผู้บริจาคเลือด

    ก่อนบริจาค 2-3 วัน:

    • เพิ่มอาหารธาตุเหล็กสูง
    • ดื่มน้ำมากๆ
    • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

    วันบริจาค:

    • กินอาหารมื้อเบาแต่มีประโยชน์ก่อนบริจาค
    • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
    • ดื่มน้ำเพิ่มขึ้น 2-3 แก้ว

    หลังบริจาค:

    • กินอาหารบำรุงเลือด
    • ดื่มน้ำมากๆ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
    • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน

    การบริจาคเลือดเป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อสังคม และการเตรียมตัวที่ดีทั้งก่อนและหลังการบริจาคจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จำไว้ว่าการบริจาคเลือดครั้งหนึ่งสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 3 คน ดังนั้นการดูแลตัวเองให้พร้อมสำหรับการบริจาคเลือดจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

    11. สิ่งที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเมื่อเจอปัญหาผมหยิกร่วง

    เพื่อให้การดูแลผมหยิกร่วงมีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ยึดแนวทางดังนี้

    สิ่งที่ควรทำ

    1. สระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน ที่ไม่มีซัลเฟต เพื่อลดการชะล้างน้ำมันธรรมชาติออกมากเกินไป
    2. ใช้ครีมนวดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อช่วยคลายปมและลดการขาดหลุดร่วงจากการหวี
    3. ตัดเล็มปลายผมแตกปลายทุก 6–8 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแตกปลายลามขึ้น
    4. มัดผมหลวม ๆ หรือใช้ผ้าไหม/ซาตินพันผมตอนนอน เพื่อลดแรงเสียดสี
    5. ดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารหลากหลาย เพื่อให้รากผมได้รับสารอาหารครบถ้วน
    6. พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยทำให้ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ได้ไม่เต็มที่

    สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

    1. หลีกเลี่ยงการหวีผมตอนแห้งสนิท เพราะเส้นผมหยิกแห้งจะเปราะและขาดง่าย
    2. ไม่ใช้ความร้อนสูงเกินไป จากไดร์หรือเครื่องหนีบผม
    3. หลีกเลี่ยงการทำเคมีบ่อย เช่น การย้อมฟอกผม ดัดผม หรือยืดผม
    4. อย่ามัดผมแน่นเกินไป เพราะจะดึงรากผมและทำให้เกิดภาวะผมร่วงจากแรงดึง (Traction Alopecia)
    5. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูง เพราะจะทำให้ผมและหนังศีรษะแห้ง

    12. เมื่อควรพิจารณาการรักษาขั้นสูง

    หากผมร่วงอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว อาจต้องพิจารณาทางเลือกการรักษาที่ลึกขึ้น เช่น

    • ทรีตเมนต์กระตุ้นรากผม (Scalp Treatment) ที่ใช้เครื่องมือหรือเซรั่มเฉพาะเพื่อกระตุ้นการงอก
    • การใช้ยารักษา เช่น ไมน็อกซิดิล (Minoxidil) ภายใต้การดูแลของแพทย์
    • การบำบัดด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP Therapy) เพื่อกระตุ้นรากผม
    • การปลูกผมถาวร ในกรณีสูญเสียผมถาวรจากพันธุกรรม

    13. สรุปภาพรวมและข้อคิดสำคัญ

    ผมหยิกร่วงเป็นปัญหาที่มีหลายสาเหตุ ทั้งจากพันธุกรรม สุขภาพภายใน พฤติกรรมการดูแลผม และสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาที่ได้ผลต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริง ปรับโภชนาการ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายเส้นผม และดูแลทั้งภายในและภายนอก หากทำต่อเนื่องและได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โอกาสฟื้นฟูผมให้แข็งแรงและลดการร่วงก็จะสูงขึ้นมาก

    การฉีดวัคซีน สำหรับเด็ก ตารางการฉีดวัคซีนพื้นฐาน ควรกินอะไรก่อนและหลังการบริจาคเลือด? วันหยุดในออสเตรเลีย กิจกรรมสนุก ๆ และเคล็ดลับการประหยัดเงิน หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ พฤติกรรมอันตรายที่อาจคุกคาม การตั้งครรภ์ อันตรายจาก เหงื่อ ออกมากเกินไปต่อสุขภาพร่างกาย
    Anthony Bennett

    Related Posts

    ความสำคัญของสุขภาพช่อง ปาก ต่อการรักษาคุณภาพชีวิต

    January 12, 2026

    การดูแลสุขภาพ ปอด ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    January 9, 2026

    สูตรอาหารยอดฮิตที่ ชาวเน็ต ชื่นชอบและติดใจ

    December 22, 2025

    Comments are closed.

    Recent Posts
    • DNA dan Takdir: Menavigasi Gelombang Baru Tes Genetik dalam Bingkai Budaya Indonesia
    • ความสำคัญของสุขภาพช่อง ปาก ต่อการรักษาคุณภาพชีวิต
    • การดูแลสุขภาพ ปอด ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
    • สูตรอาหารยอดฮิตที่ ชาวเน็ต ชื่นชอบและติดใจ
    • อาหาร มาเลเซีย รสเลิศ: การผสมผสานรสชาติของมาเลย์ จีน และอินเดีย

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.