ในบรรดาอาหารซุปของ ฮังการี ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก “โจไค บับเลเวช” (Jókai Bableves) ถือเป็นหนึ่งในเมนูที่ทั้งชาวฮังการีและนักท่องเที่ยวต่างยกย่องว่าเป็นซุปที่อบอุ่นหัวใจที่สุด ด้วยรสชาติเข้มข้น กลมกล่อมจากถั่วและเนื้อหมูรมควัน พร้อมกลิ่นหอมของปาปริก้าและสมุนไพรที่ทำให้ทุกช้อนที่ตักขึ้นมานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำของบ้าน
ซุปถั่วจานนี้ไม่เพียงเป็นอาหารพื้นบ้านธรรมดา แต่ยังมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมที่น่าสนใจ เพราะชื่อของมันถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ “มอร์ โจไค” (Mór Jókai) นักประพันธ์ชื่อดังของฮังการีในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผู้หลงใหลในซุปถั่วแบบนี้อย่างมาก
ต้นกำเนิดของโจไค บับเลเวช
ชื่อของซุปนี้ “Jókai Bableves” มาจากการผสมคำว่า “Jókai” ซึ่งเป็นนามสกุลของนักเขียนผู้มีชื่อเสียง และคำว่า “Bableves” ที่หมายถึง “ซุปถั่ว” ในภาษาฮังการี เรื่องราวเล่าว่า มอร์ โจไค มักไปพักที่เมืองบาลาตอนฟูเรด (Balatonfüred) ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลสาบบาลาตอน และที่นั่นเขาได้ลิ้มลองซุปถั่วสูตรพิเศษของร้านอาหารแห่งหนึ่งจนติดใจ
เจ้าของร้านจึงตั้งชื่อซุปนี้ตามชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติ และตั้งแต่นั้นมา “โจไค บับเลเวช” ก็กลายเป็นเมนูประจำชาติที่ทุกครอบครัวรู้จักและภาคภูมิใจ
ส่วนผสมหลักของโจไค บับเลเวช

ซุปนี้มีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติเข้มข้นจากถั่วและเนื้อหมูรมควันผสมกับกลิ่นหอมของปาปริก้าและสมุนไพร ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของอาหารฮังการีได้อย่างชัดเจน ส่วนผสมหลักได้แก่
- ถั่วขาวแห้ง (เช่น ถั่วเนวี่หรือถั่วแคนเนลลินี)
- หมูรมควันหรือขาหมูรมควัน
- เบคอนหรือไส้กรอก Kolbász (ไส้กรอกฮังการี)
- หัวหอม
- แครอตและขึ้นฉ่ายฝรั่ง
- กระเทียม
- ปาปริก้าผง (ฮังการี)
- ใบกระวาน
- ครีมหรือซาวครีม (สำหรับเพิ่มความเข้มข้น)
- แป้งสำหรับทำ roux หรือการข้นซุปเล็กน้อย
ซุปนี้มักเสิร์ฟพร้อมกับเส้นพาสต้าเล็ก ๆ แบบฮังการีที่เรียกว่า csipetke ซึ่งเป็นแป้งนวดขนาดจิ๋วที่เติมลงในซุปเพื่อเพิ่มความหนืดและความอิ่ม
วิธีการทำโจไค บับเลเวช
1. เตรียมถั่ว
เริ่มจากการแช่ถั่วขาวแห้งในน้ำค้างคืนเพื่อให้ถั่วนุ่มและสุกง่ายขึ้น จากนั้นต้มถั่วจนเริ่มนิ่ม (แต่ไม่เละ) แล้วพักไว้
2. ผัดเครื่องปรุงพื้นฐาน
ตั้งหม้อใส่เนยหรือไขมันหมู ผัดหัวหอมสับกับเบคอนจนหอม จากนั้นใส่กระเทียมและผงปาปริก้า ผัดให้กลิ่นปาปริก้าเริ่มหอมออกมา
3. เติมเนื้อหมูและผัก
ใส่หมูรมควันหรือขาหมูลงไปผัดจนผิวเริ่มมีสี จากนั้นเติมแครอตและขึ้นฉ่ายฝรั่งตามลงไป เติมน้ำหรือน้ำซุปให้ท่วมทุกอย่าง แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง
4. ใส่ถั่วและปรุงรส
เมื่อเนื้อหมูเริ่มเปื่อย ใส่ถั่วที่ต้มไว้ลงไปในหม้อ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และใบกระวาน เคี่ยวต่ออีกประมาณ 30 นาทีเพื่อให้รสชาติซึมซับเข้ากัน
5. ทำให้ซุปข้น
ในกระทะแยก ใส่เนยละลายและแป้งสาลี ทำ roux ให้เป็นสีทอง จากนั้นนำไปผสมในซุปทีละน้อย คนให้เข้ากันจนซุปมีความข้นตามต้องการ
6. ใส่เส้น csipetke
สุดท้าย ใส่เส้นพาสต้า csipetke ที่ทำจากแป้งและไข่ลงไปต้มในซุปจนสุกนุ่ม ก่อนเสิร์ฟให้เติมซาวครีมหนึ่งช้อนใหญ่ลงไปเพื่อเพิ่มความหอมมัน
รสชาติและเอกลักษณ์ของโจไค บับเลเวช
เมื่อชิมซุปนี้ คุณจะได้สัมผัสกับรสชาติที่ลึกซึ้งและสมดุลระหว่างความมันของหมู ความหวานธรรมชาติของผัก และความนุ่มของถั่วที่ละลายในปาก ปาปริก้าให้สีแดงอบอุ่นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารฮังการี
รสชาติของโจไค บับเลเวชมีความเข้มข้นแต่ไม่เผ็ดจัด ต่างจากซุปของยุโรปตะวันตกที่มักเน้นความครีมมี่ ซุปฮังการีจานนี้ให้ความรู้สึก “หนักแน่น” และอบอุ่น เหมาะอย่างยิ่งในวันที่อากาศหนาวหรือเป็นมื้อกลางวันแบบบ้าน ๆ ที่ต้องการพลังงาน
ความสำคัญทางวัฒนธรรม
สำหรับชาวฮังการี โจไค บับเลเวชไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำและความภาคภูมิใจในวรรณกรรม เนื่องจากมอร์ โจไค ถือเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ฮังการี ผลงานของเขามักพูดถึงชีวิต ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของชาติ เช่นเดียวกับซุปจานนี้ที่สะท้อนความเข้มแข็งและเรียบง่ายของผู้คน
นอกจากนี้ ซุปถั่วชนิดนี้ยังมักถูกเสิร์ฟในเทศกาลหรือมื้อรวมญาติช่วงฤดูหนาว เพราะทำหม้อใหญ่ได้ง่าย และให้พลังงานมาก เหมาะกับการแบ่งปันในบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัว
เคล็ดลับการทำให้ซุปอร่อยแบบต้นตำรับ
- ใช้หมูรมควันคุณภาพดี – กลิ่นควันอ่อน ๆ จากขาหมูหรือเบคอนเป็นหัวใจของรสชาติ
- อย่าประหยัดปาปริก้า – ปาปริก้าฮังการีให้สีสวยและกลิ่นเฉพาะที่แตกต่างจากปาปริก้าทั่วไป
- เคี่ยวด้วยไฟอ่อน – การเคี่ยวช้า ๆ จะช่วยให้รสชาติทุกอย่างกลมกลืนและเนื้อหมูนุ่มละมุน
- ซาวครีมตอนเสิร์ฟเท่านั้น – เพื่อให้คงความหอมมันและไม่แตกตัวในความร้อน
โจไค บับเลเวชในยุคปัจจุบัน
แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ซุปนี้ยังคงปรากฏอยู่ในร้านอาหารเกือบทุกร้านทั่วฮังการี โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวอย่างบูดาเปสต์หรือบาลาตอนฟูเรด ร้านอาหารหลายแห่งยังคงใช้สูตรโบราณที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น เพื่อรักษารสชาติแบบดั้งเดิมที่มอร์ โจไคเคยลิ้มลอง
เชฟรุ่นใหม่บางคนได้นำสูตรนี้มาประยุกต์ เช่น ใช้ถั่วชนิดอื่น เพิ่มเบียร์ดำเล็กน้อยในน้ำซุปเพื่อเพิ่มความเข้ม หรือเสิร์ฟในรูปแบบทันสมัยในภัตตาคารหรู แต่ไม่ว่ารูปแบบไหน กลิ่นหอมของถั่วและปาปริก้าที่ลอยขึ้นจากชามก็ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน
เคล็ดลับการทำโจไค บับเลเวชให้อร่อยแบบต้นตำรับ
แม้ว่าโจไค บับเลเวชจะดูเหมือนซุปถั่วทั่วไป แต่ความแตกต่างระหว่างซุปที่ “อร่อย” กับซุปที่ “สมบูรณ์แบบแบบฮังการี” นั้นอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปนี้คือเคล็ดลับจากครัวฮังการีแท้ ๆ ที่ช่วยให้คุณได้รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อมเหมือนทานในบูดาเปสต์
- เลือกถั่วอย่างพิถีพิถัน
ถั่วพินโตหรือถั่วขาวเป็นชนิดที่นิยมมากที่สุดในฮังการี เพราะมีเนื้อแน่นแต่ไม่แข็งจนเกินไป หลังต้มแล้วจะให้รสหวานธรรมชาติและเนื้อนุ่มละมุน การแช่ถั่วไว้ข้ามคืนไม่เพียงช่วยให้สุกเร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดกลิ่นถั่วที่แรงเกินไป - ใช้หมูรมควันแท้จากตลาดท้องถิ่น (ถ้ามี)
หมูหรือเบคอนรมควันแบบฮังการีจะให้กลิ่นที่เข้มข้นกว่าเบคอนแบบอเมริกัน เพราะผ่านกระบวนการรมควันด้วยไม้ผล เช่น ไม้แอปเปิลหรือไม้เชอร์รี ซึ่งให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เข้ากับรสถั่วได้อย่างดี - ไม่ใส่ปาปริก้าขณะไฟแรงเกินไป
ปาปริก้าคือหัวใจของอาหารฮังการี แต่หากใส่ขณะหม้อยังร้อนจัด เครื่องเทศจะไหม้และให้รสขม ควรปิดไฟชั่วครู่แล้วใส่ผงปาปริก้าลงไปในไขมันที่ร้อนพอดี จากนั้นค่อยคนเบา ๆ เพื่อให้สีและกลิ่นของปาปริก้าออกมาเต็มที่ - เคี่ยวช้า ๆ ด้วยไฟอ่อน
ซุปนี้ต้องการเวลาเพื่อให้รสทุกอย่างผสานกันอย่างลึกซึ้ง การต้มอย่างน้อย 1–1.5 ชั่วโมงจะช่วยให้ถั่วเปื่อยนุ่มและน้ำซุปมีความข้นตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งแป้งมากนัก - เติมครีมเปรี้ยวในตอนท้ายเท่านั้น
หากใส่ครีมเปรี้ยวในขณะน้ำซุปยังเดือดจัด ครีมอาจแยกตัวเป็นก้อน ควรรอให้น้ำซุปอุ่นลงเล็กน้อยก่อนค่อยเทครีมลงไปทีละน้อย แล้วคนให้เข้ากัน เพื่อให้ได้เนื้อซุปที่เนียนนุ่มและรสเปรี้ยวละมุน
โจไค บับเลเวชกับขนมปังฮังการี – คู่แท้ที่ขาดกันไม่ได้
ไม่มีการเสิร์ฟโจไค บับเลเวชที่สมบูรณ์แบบหากไม่มีขนมปังมาด้วย ในฮังการีนิยมใช้ kenyér (ขนมปังชนิดหนึ่งที่มีเปลือกหนาและเนื้อแน่น) เพื่อใช้จุ่มซุป ถ้าหาไม่ได้ในบ้านเรา สามารถใช้ขนมปังฝรั่งเศสหรือขนมปังโฮลวีตแทนได้
บางคนยังชอบเสิร์ฟซุปนี้พร้อมกับพริกสดหรือแตงกวาดอง ซึ่งช่วยตัดความเข้มข้นของซุปและเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมื้อกลางวันในฤดูหนาว หรือมื้อค่ำที่ต้องการอาหารอบอุ่นและอิ่มสบาย
คุณค่าทางโภชนาการของโจไค บับเลเวช
นอกจากความอร่อยแล้ว ซุปถั่วฮังการีจานนี้ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย
- โปรตีนจากถั่วและเนื้อหมู ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างพลังงาน
- ไฟเบอร์สูง จากถั่วและผักช่วยระบบขับถ่ายและลดคอเลสเตอรอล
- วิตามิน B และเหล็ก ช่วยเสริมระบบประสาทและการไหลเวียนของเลือด
- ไขมันดีจากเบคอนและครีมเปรี้ยว ให้ความอิ่มนานและช่วยดูดซึมวิตามินได้ดีขึ้น
เมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ โจไค บับเลเวชถือเป็นอาหารที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานมากในวันที่อากาศเย็น
โจไค บับเลเวชในวรรณกรรมและศิลปะ
ชื่อของซุปนี้ไม่ได้มีเพียงในครัวเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในวรรณกรรมและวัฒนธรรมฮังการีหลายแขนง ผลงานของมอร์ โจไค นักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับซุปนี้ มักบรรยายถึงความงามของชีวิตในชนบท ความอบอุ่นของครอบครัว และอาหารพื้นบ้านที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรัก
อาหารชนิดนี้จึงมักถูกยกมาเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสุขเล็ก ๆ” ในวรรณกรรมและงานศิลปะฮังการี บางครั้งยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความอดทนของคนในยุโรปกลางที่ต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันยาวนาน
การดัดแปลงสูตรให้เข้ากับยุคใหม่
ในยุคที่ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น เชฟรุ่นใหม่ในบูดาเปสต์และเมืองอื่น ๆ ของยุโรปตะวันออกได้สร้างเวอร์ชันใหม่ของโจไค บับเลเวช เช่น
- สูตรมังสวิรัติ (Vegetarian Bableves) – ใช้ถั่วหลายชนิดและเห็ดแทนเนื้อหมู
- สูตรปราศจากครีม (Dairy-free) – ใช้โยเกิร์ตถั่วเหลืองหรือกะทิแทนครีมเปรี้ยว
- สูตรลดโซเดียม – ใช้เบคอนแบบไม่เค็มจัดและเน้นรสธรรมชาติของผัก
แม้จะมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง แต่หัวใจของซุปนี้ยังคงเหมือนเดิม คือการมอบความอบอุ่นและรสชาติที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันรอบโต๊ะอาหาร
สรุป: ซุปแห่งความอบอุ่นและมิตรภาพ
โจไค บับเลเวชไม่เพียงเป็นซุปที่อร่อยและอิ่มท้อง แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนความรัก ความอดทน และความสามัคคีในชีวิตประจำวัน มันคืออาหารที่เล่าเรื่องราวของฮังการีผ่านกลิ่นหอมของปาปริก้าและความละมุนของถั่วในชาม
ไม่ว่าจะเสิร์ฟในบ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบบาลาตอน หรือในร้านอาหารหรูใจกลางบูดาเปสต์ ซุปถั่วจานนี้ยังคงทำหน้าที่เดิมของมันได้อย่างสมบูรณ์—ให้ความอบอุ่นทั้งต่อร่างกายและหัวใจของผู้ที่ได้ลิ้มลอง
โจไค บับเลเวช จึงไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นเรื่องราวแห่งมิตรภาพ ความทรงจำ และรสชาติที่เชื่อมโยงผู้คนจากรุ่นสู่รุ่นในดินแดนฮังการีอันงดงามนี้.
